วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight : School skill


เด็กใน ช่วงอายุ 3-5 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ทั้งร่างกายและจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงตลอด และยังเป็นช่วงเวลาที่น้องๆเริ่มที่จะไปโรงเรียน  การส่งเสริมกิจกรรมเพื่อเตรียมความทักษะให้น้องๆพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จึงมีความสำคัญอย่างมาก Gymboree USA ได้ตระหนักถึงความสำคัญในด้านเหล่านี้ จึงได้ทำการพัฒนาหลักสูตรการสอนอย่างต่อเนื่อง ด้วยโปรแกรม School Skills ซึ่งในคอลัมน์ Gymboree Delight วันนี้เราจะมาพูดถึงSchool Skills ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และส่วนที่เปลี่ยนแปลงจะมีประโยชน์กับพัฒนาการของน้องๆอย่างไรบ้าง

School Skills เป็นกิจกรรมที่ได้รับออกแบบมาสำหรับน้องๆวัย 3-5 ขวบที่ไปเข้าโรงเรียนแล้วหรือกำลังจะเข้าโรงเรียน   ตัวกิจกรรมยังคงเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุก และสร้างสรรค์ ในสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมผ่านการเล่นในรูปแบบต่างๆที่มีความหลากหลาย  การพัฒนาจะยึดจากประโยชน์ที่เด็กจะได้รับจากหลัก 7 Social-Emotional Skills หรือ การเรียนรู้พัฒนาการทางด้านอารมณ์และสังคม 7 แบบ ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในตนเอง ความตั้งใจ ความสนใจใคร่รู้ การควบคุมตัวเอง การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี    ในด้านพัฒนาการ  น้องๆจะยังคงได้ประโยชน์หลักๆ 4 ด้านไปพร้อมๆกัน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เช่นเดิม  และยังเน้นการปลูกฝังการทัศนะคติที่ดีในการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อีกด้วย

ในด้านบทเรียนการสอน  School Skills จะมีการเปลี่ยนกิจกรรมทุกๆสัปดาห์ ประกอบด้วยบทเรียนที่หลากหลายถึง 35 บทเรียน   ทุกสัปดาห์น้องๆจะได้เรียนรู้ในด้าน ตัวอักษรภาษาอังกฤษ, การทดลองทางวิทยาศาสตร์, งานศิลปะ, งานปั้น และทักษะกีฬาเบื้องต้น ที่แตกต่างกัน  ในการทำกิจกรรมจะทำเป็นกลุ่มละประมาณ 8 คน มีคุณครูดูแล 2 คน   โดยในแต่ละช่วงจะประกอบด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายแต่มีความเชื่อมโยงกัน  สลับกับการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อนเพื่อฝึกฝนทักษะทางสังคม    ซึ่งจะทำให้น้องไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ซึ่งทำให้เค้าสามารถเรียนรู้ได้เต็มที่   มีให้เลือกทั้งคลาสแบบ 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง  อาทิตย์ละครั้ง
กิจกรรมใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมจากหลักสูตรเก่า เรียกว่า Discovery Room ซึ่งใน Discovery Room นี้จะประกอบด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายและฝึกฝนน้องในหลายๆด้าน เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ งานศิลปะ ที่จะดีอย่างมากกับทักษะในการคิดเป็นเหตุและผล, กระตุ้นให้เด็กเป็นคนที่ช่างสังเกต, รู้จักตั้งสมมติฐาน, ทำงานเป็นทีม เช่น การปิดตาดมกลิ่นเพื่อแล้วทายว่าของสิ่งนั้นคืออะไร การร่วมกันระบายสีและวาดตัวอักษร ผสมสี เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างนิสัยให้น้องๆเกิดความอยากรู้ อยากเห็น ช่างจินตนาการ คิดสร้างสรรค์ คิดเป็นเหตุเป็นผล และได้ฝึกฝนทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ
School Skills ยังเพิ่มเติมกิจกรรมทางด้านศิลปะที่มีความเชื่อโยงกับตัวอักษรที่น้องได้เรียนประจำวัน เช่น ถ้าเรียนเกี่ยวกับตัวอักษร A งานศิลปะของเราก็จะมีความเกี่ยวข้องกับตัวอักษร A ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือการระบายสีจะมีการเชื่อมโยงถึงตัวอักษรที่เรียน    สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับน้องได้อย่างแน่นอนคือ การที่น้องจะได้ฝึกการนำตัวอักษรไปใช้งานจริง และได้เป็นการทบทวน ซึ่งช่วยในการจดจำที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไปใน School Skills อีกส่วนคือ กิจกรรมในด้านการปั้นอย่างสร้างสรรค์ ตัวกิจกรรมจะมีการปั้นแป้งโดว์ทั้งแบบคนเดียวและเป็นกลุ่ม    น้องๆจะได้เรียนรู้ตัวอักษรผ่านการปั้น และได้ฝึกฝนด้านจินตนาการกับการปั้นหลากหลายรูปแบบ   สิ่งที่น้องได้เพิ่มเติมคือจากการปั้นคือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งจะส่งผลถึงทักษะการเขียนในอนาคต มากกว่านั้นการปั้นเป็นกลุ่มจะฝึกให้น้องได้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆและฝึกฝนการเล่นเป็นกลุ่ม


อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญใน School Skills คือ Imagination desk ในSchool Skills เพราะโต๊ะตัวนี้ คือ สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านการพูด การฟังคำสั่งภาษาอังกฤษ น้องจะได้มีโอกาสเรียนรู้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยมีเสียงดนตรีประกอบที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของน้องได้อย่างดี ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร A ก็จะมีเพลงเกี่ยวกับตัวอักษร   มากกว่านั้นโต๊ะตัวนี้ก็มีหลายกิจกรรมให้ได้เลือกทำ เช่น การระบายสีตามคำสั่ง การตอบคำถาม ซึ่งจะมีประโยชน์คือทำให้น้องได้ฝึกฝนการติดต่อสื่อสารสองทาง และยังทำให้คุณครูสามารถตรวจสอบความเข้าใจของน้องๆได้เพื่อจะได้ช่วยเสริมในสิ่งที่น้องยังไม่เข้าใจ   ตัวโต๊ะยังมีสีสันที่สดใสเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้  และน้องๆยังสามารถนำกระดาษที่ได้ระบายสีระหว่างกิจกรรมกลับบ้านอีกด้วย   สำหรับน้องๆที่ยังไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษ Imagination Desk ก็ไม่ยากเกินความสามารถเพราะมีการอธิบายที่ค่อนข้างง่าย ชัดเจน หรือถ้าน้องไม่เข้าใจก็จะมีคุณครูคอยแนะนำช่วยเหลือเพื่อให้น้องเกิดความเข้าใจมากขึ้น

คำถามยอดฮิตจากผู้ปกครองที่มักจะมีความสงสัยว่ากิจกรรม School Skills นี้ความแตกต่างจากโรงเรียนอย่างไร หรือถ้าน้องไปโรงเรียนแล้วจะเล็กไปสำหรับน้องรึเปล่า ทางเราต้องขอบอกว่ากิจกรรม School Skills ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญจากทางสหรัฐอเมริกามาโดยเฉพาะ กิจกรรมนั้นจะมีการส่งเสริมที่คล้ายกับทางโรงเรียนบ้างในบางส่วนเพราะว่าน้องๆ 3-5 ขวบนั้นสมควรจะได้รับการส่งเสริมทักษะต่างๆเหล่านั้น แต่ทาง Gymboree ก็มีกิจกรรม สื่อการสอนและสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่าง และมีเอกลักษณ์ เช่น กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์, Imagination Desk, อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ, จำนวนเด็กต่อครูที่ทำให้คุณครูดูแลน้องๆได้อย่างทั่วถึง และที่สำคัญที่สุดคือ คุณครู เพราะการสอนของครู Gymboree เน้นปลูกฝังนิสัยให้น้องเป็นคนช่างสงสัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น   ทำให้ Gymboree มีความมั่นใจในความแตกต่างและมีมาตรฐาน  น้องที่เข้าโรงเรียนแล้วก็สามารถมาเรียนเสริมเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ทัศนะคติที่มีคุณค่าอย่างมากต่อตัวน้องในอนาคต ส่วนน้องที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็สามารถมาเรียนเพื่อเป็นการปรับตัวและเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าโรงเรียน จึงขอเชิญคุณพ่อคุณแม่พาน้องมาทดลองดูเพื่อให้เห็นกับตาโดยคุณพ่อคุณแม่ที่มีความสนใจสามารถต่อติดสอบถามเพื่อนัดวันทดลองได้ที่ Gymboree ทุกสาขาใกล้บ้านค่ะ

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight 1 ตอนที่ 2


1.    ประเภทของกิจกรรม
ที่ Gymboree
·         มีการแบ่งประเภทชัดเจน เพื่อให้เด็กได้รับการเสริมพัฒนาการในหัวเรื่องเฉพาะด้านในช่วงเวลาที่เหมาะสม
·         แต่ละประเภทกิจกรรม มีความแตกต่างกันในเนื้อหา แต่ยังคงไว้ซึ่งปรัชญาการสอนแบบ Gymboree
·         ทุกกิจกรรมมีอุปกรณ์เฉพาะ ที่ออกแบบสำหรับกิจกรรมนั้นๆ

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น
·         บางกิจกรรม ผสมหลายประเภทกิจกรรมเข้าด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาเฉพาะด้านที่ดี เนื่องจากไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ


2.    สถานที่
ที่ Gymboree
·         เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับเด็ก 0 -5 ปี และมีห้องที่เหมาะสมตามแต่ละกิจกรรม
·         พื้นที่กว้างขวาง
·         ทุกห้องสะอาดและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทุกสาขามีแม่บ้าน Full-time
·         มั่นใจได้ในความปลอดภัย

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่มักพบว่า
·         มีพื้นที่ห้องจำกัด เนื่องจากต้องการประหยัดพื้นที่
·         ไม่แบ่งสัดส่วนตามที่ควรเป็น
·         ไม่มีการจัดการด้านความสะอาดดีเท่าที่ควร
·         หลายกิจกรรมที่ใช้สถานที่สำหรับทุกวัยไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กเล็ก

3.    อุปกรณ์
ที่ Gymboree
·         อุปกรณ์หลักๆ ได้รับออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบอุปกรณ์สำหรับการใช้เฉพาะในศูนย์กิจกรรมเสริมพัฒนาการ
·         ใช้วัสดุที่เหมาะสมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยสูงสุด
·         อุปกรณ์หลักสามารถถอดประกอบได้ ปรับเปลี่ยนได้ตามบทเรียนที่กำหนดในแต่ละสัปดาห์
·         มีขนาดที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก
·         ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง ผลิตโดยโรงงานผลิตที่ได้คุณภาพเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับเด็ก 0 -5 ปี และมีห้องที่เหมาะสมตามแต่ละกิจกรรม

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่มักพบว่า
·         หลายแหล่งใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ในท้องตลาด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับการใช้ในครอบครัว ไม่ใช่การใช้ในศูนย์กิจกรรมเด็ก ซึ่งต้องระวังเรื่องความแข็งแรง และความปลอดภัย
·         ลักษณะของอุปกรณ์อาจเหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโตมากกว่า


4.    ครูผุ้นำกิจกรรม
ที่ Gymboree
•   มีหน้าที่หลักในการนำกิจกรรมให้ผู้ปกครองทำร่วมกับเด็ก
•   ได้รับการคัดเลือกอย่างละเอียดก่อนเข้ารับการอบรม
•   ต้องผ่านการฝึกอบรมเบื้องต้นเป็นเวลาหนึ่งเดือน และต้องเข้าสอบทดสอบความสามารถ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าสอนจริง
•   มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการนำกิจกรรม ความรู้เกี่ยวกับเด็กเล็ก การตีความบทเรียนไปในทิศทางเดียวกัน ฯลฯ
·         ต้องทำงานกับ Gymboree แบบ Full time

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่
·         มักใช้ครูหลายคน เน้นเป็นผู้ทำกิจกรรมกับเด็กโดยตรง เช่น การประคองเด็กไม่ให้ตกจากอุปกรณ์
·         บางกิจกรรม มีการใช้ครูต่างประเทศเพื่อผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาการด้านภาษา แต่อาจต้องพิจารณาเรื่องความเข้าใจในพัฒนาการเด็ก และความสามารถในการเสริมทักษะเด็กเล็กด้วย
·         มีการฝึกอบรมที่จำกัด บางกิจกรรมให้ครูใหม่สามารถเข้าสอนได้โดยไม่ต้องรับการฝึกอบรมใด โดยเฉพาะกิจกรรมที่เน้นการตีลังกาหรือที่เกี่ยวข้องกับศรีษะ
·         หลายกิจกรรมใช้นักเรียนฝึกงาน หรือ เจ้าหน้าที่ Part time

จากรายละเอียดข้างต้นที่กล่าวมา คงจะให้ภาพของ Gymboree ชัดเจนขึ้นนะคะ สำหรับบทความหน้าเราจะมาพูดคุยกันแบบเจาะลึกในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชา Play and Learn ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight 1


    
 Gymboree Delight ตอนที่ 1 นี้จะเป็นพื้นที่สำหรับผู้ปกครองที่อยากรู้จัก Gymboree มากขึ้นในเชิงวิชาการค่ะ เราจะรวบรวมคำถามคำตอบในเชิงหลักสูตรและการสอนมาไว้ที่นี่  เพื่อให้ท่านได้เข้าใจถึงที่มาและไปของกิจกรรมบางประเภทที่ท่านได้สัมผัสในห้องเรียน รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรและกิจกรรมที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดอีกด้วยค่ะ

     สำหรับ Gymboree Delight 1 ดิฉันอยากเริ่มด้วยการแนะนำ Gymboree อย่างจริงจังอีกสักครั้งก่อนที่เราจะมุ่งเข้าสู่เนื้อหาทางด้านหลักสูตรในบทความต่อๆไป  เพื่อให้ท่านทราบว่า Gymboree คืออะไรและแตกต่างจากกิจกรรมเด็กอื่นๆ ในแง่มุมใดบ้าง ประมาณ 7 เรื่องด้วยกันค่ะ

     Gymboree Play and Music เป็นผู้นำในระดับโลกในกิจกรรมเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี โดยเน้นเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและเสริมพัฒนาการเด็กครบทั้ง 4 ด้าน เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1976 ปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกกว่า 690 สาขา  อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ Gymboree Corporation ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง San Francisco นอกจากส่วนงานด้านการบริการนี้แล้ว Gymboree Corporation ยังมีธุรกิจเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ Gymboree และ Janie and Jack และ Crazy 8 อีกด้วย สำหรับ Gymboree Play and Music นั้นมีลักษณะที่แตกกต่างจาก Playgroup อื่นดังนี้

1.    การเข้าร่วมกิจกรรมของผู้ปกครอง
ที่ Gymboree
    • เราเน้นให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมแบบ Active เพราะเราเชื่อว่าผู้ปกครองคือบุคคลที่สำคัญที่สุดต่อการเสริมพัฒนาการของลูก
    • นอกจากนี้เรายังเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ ถือเป็นเวลาคุณภาพของครอบครัวที่มีลูกเล็ก
    • ทั้งยังช่วยเสริมทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองกับลูก  เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆของลูก
    • และผู้ปกครองจะสามารถนำกิจกรรมในชั้นเรียนกลับไปเล่นต่อที่บ้านได้จริงอีกด้วย
กิจกรรมเด็กเล็กอื่น
·         ให้ผู้ปกครองเข้าร่วมในชั้นเรียนแต่เป็นในลักษณะ Passive โดยมีครูหลายๆ คนคอยประคับประคองเด็ก ผู้ปกครองมีบทบาทรองจากครู
·         ส่วนใหญ่ทุกกิจกรรมจะจำกัดการเข้าร่วมของผู้ปกครองได้ไม่เกินอายุ 3 ปี

2.    ปรัชญาการสอน
ที่ Gymboree มีปรัชญาการสอนที่ชัดเจน เช่นเดียวกันทุกสาขาทั่วโลก
·         เป็นผู้บุกเบิกเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่นมากว่า 30 ปีแล้ว จึงเน้นให้เด็กทำกิจกรรมพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านการเล่นอย่างสนุก
·         เชื่อและเคารพในความแตกต่างของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางร่างกายและพื้นฐานอารมณ์
·         ยึดมั่นในทฤษฏีพัฒนาการเด็กปฐมวัยซึ่งเน้นที่ระดับพัฒนาการแตกต่างกัน เช่น แบ่งย่อยถึง 7 ระดับ ในช่วงอายุ 0-5 ปี จึงทำให้การออกแบบกิจกรรมตามช่วงวัยเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับช่วงอายุหนึ่งๆ
·         ในช่วงพัฒนาการหนึ่งๆ มุ่งเสริมพัฒนาการองค์รวมที่คาดหวังได้ (Overaching Developmental Goals)
·         Gymboree เน้นพัฒนาการในภาพรวมมากกว่าเพียงพัฒนาการแยกเป็นส่วนๆ เช่นในบทเรียนหนึ่งๆ จะต้องครอบคลุมการเสริมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา) ไม่เน้นเฉพาะร่างกาย หรือสมองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
·         สร้างการเรียนรู้ถาวรโดยให้เด็กๆ ได้ทดลองจริง เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย
·         เน้นให้เด็กมีโอกาสในการเลือกกิจกรรม โดยไม่บังคับ

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ไป โดยพิจารณาจาก
·         ความน่าเชื่อถือและการยอมรับของแบรนด์นั้นๆ หรือโรงเรียนนั้นๆ
·         คุณครูมีความเชื่อและแนวทางในการสอนเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ หรือผู้เป็นเจ้าของแบรนด์สามารถสืบทอดเจตนารมณ์และแนวทางการปฏิบัติของตนสู่ผู้ปฏิบัติจริงได้หรือไม่
·         การแบ่งระดับชั้นเรียนว่ามีความชัดเจนเพียงใด แบ่งกลุ่มและออกแบบกิจกรรมได้เหมาะสมตามช่วงอายุหรือไม่
·         ความคาดหวังถึงผลลัพธ์จากระบบการสอนนั้นๆ ชัดเจนเพียงไร

3.    การออกแบบหลักสูตรการสอนและกิจกรรม
ที่ Gymboree
·         ทุกหลักสูตรได้ถูกออกแบบโดยทีมงาน R&D จาก Gymboree Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา 
·         ทีมงานได้พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีเป้าหมายปรับปรุงแต่ละหลักสูตรอย่างน้อยทุกๆ 3-5 ปี
·         มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างรอบคอบ มีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กตลอดเวลา มีการทดลองสอน เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะนำมาใช้จริง 
·         หลักสูตรแต่ละหลักสูตรสอดคล้องกับพัฒนาการเด็กตามช่วงอายุและได้รับการยอมรับจากองค์กร Zero to Three ว่าเหมาะสมกับเด็ก 0-5 ปีที่สุด
·         ทุกหลักสูตรมีบทเรียนที่ออกแบบไว้สำหรับ 1 ปีต่อหนึ่งระดับอายุโดยไม่ซ้ำกัน อาจจะมีบางกิจกรรมที่ซ้ำกันบ้าง แต่เด็กๆ จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอในแต่ละบทเรียน
·         เปลี่ยนบทเรียน (Lesson Plan) ทุกสัปดาห์ มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ในทุกบทเรียนมี Theme ชัดเจน  ทุกกิจกรรมในบทเรียนนั้นมีที่มาและที่ไป  เช่น การวาดภาพหรือตัดแปะในกิจกรรมศิลปะ  จะวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในวันนั้น มิใช่วาดภาพอะไรก็ได้
·         สอนโดยคุณครูที่ได้รับการอบรมให้เข้าใจและนำหลักสูตรไปใช้อย่างถูกต้องในทุกประเทศทั่วโลก

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น มีความแตกต่างกันในแต่ละที่ โดยพิจารณาจาก
·         มีการออกแบบหลักสูตรหรือไม่ ผู้ออกแบบหลักสูตรคือใคร ปรับปรุงหลักสูตรบ่อยเพียงใด ล่าสุดคือเมือใด
·         หลักสูตรมีโครงสร้างที่ชัดเจนหรือไม่  และมีความหลากหลายในกิจกรรมหรือไม่
·         หลักสูตรมีความเหมาะสมตามช่วงอายุหรือไม่  มีการแบ่งระดับชั้นห่างหรือถี่อย่างไร
·         ในแต่ละบทเรียนมีกิจกรรมที่ครอบคลุมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้านหรือไม่
·         มีการออกแบบหลักสูตรเป็น Theme ที่มีกิจกรรมสอดคล้องกันในบทเรียนหนึ่งๆ หรือไม่  เช่น ในกิจกรรมศิลปะการที่เด็กๆ วาดรูปนั้น มีการปูความรู้พื้นฐานที่สอดคล้องกับกิจกรรมก่อนหน้าไม่ หรือเพียงแค่อยากวาดอะไรก็วาดโดยไม่มีทิศทาง
·         บางกิจกรรมมีความพยายามสอนทักษะที่เกินกว่าพัฒนาการของเด็ก เพียงเพื่อให้ผู้ปกครองเห็นว่า มีการสอนด้านวิชาการในหลักสูตรของตน
·         บางกิจกรรมใช้สื่อวิดีทัศน์ในการสอน ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากเด็กควรจะได้รับการสอนจากสิ่งของ 3 มิติ
·         ระบบการจัดการหลักสูตรของครูแต่ละคนเหมือนกันหรือไม่




จบ ตอนที่ 1









วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พัฒนาการทางอารมณ์จะดี เริ่มต้นที่กิจกรรมศิลปะ




      ที่ Gymboree ประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะในเด็กเล็กมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางอารมณ์อย่างยิ่ง ไม่ใช่เป็นแค่เพียงเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิด และความรู้สึกเท่านั้น การทำงานศิลปะยังช่วยให้เด็กๆ ค้นพบความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี

ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการทางศิลปะ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงพัฒนาการทางอารมณ์โดยเฉพาะเมื่อเด็กได้สร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกับเพื่อนๆ โดยผ่านกิจกรรมหลัก 5 อย่าง คือ
1.    การวาดรูป
2.  การระบายสี
3.  การพิมพ์ภาพ
4.  การปะติด
5.  การปั้น


เมื่อเด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง ที่มีผลต่อเนื่องให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง มีความสุขที่ได้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างอิสระ

นอกจากเด็กจะเป็น “ผู้เล่น” ในเกมแห่งการศึกษาแล้ว ประสบการณ์ทางศิลปะยังทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้านอื่นๆ มากขึ้นเมื่อต้องร่วมเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มช่วงเวลาคุณภาพที่จะได้สำรวจสิ่งใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนาความรู้ให้แก่เด็กโดยมีผู้ปกครองร่วมด้วยอย่างใกล้ชิด

ประสบการณ์การเรียนรู้ทางศิลปะได้กระตุ้นให้เด็ก และผู้ปกครองช่วยกันแก้ไขปัญหา พร้อมกับส่งเสริมให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานร่วมกับเพื่อนๆ  จึงเป็นเรื่องปกติที่เด็กส่วนใหญ่จะสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้าง ก่อนที่จะสนใจทำงานศิลปะขั้นตอนต่อไปของตัวเอง ทำให้ยากที่เด็กจะค้นพบ และแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองในช่วงแรก เมื่อต้องเรียนรู้พร้อมกับเพื่อน แต่สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้เด็ก “รู้จักการเข้าสังคม” ได้อย่างดียิ่ง และยังเสริมสร้างทักษะอื่นๆ ได้แก่
พัตนาการด้านร่างกาย
§  เสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ
§  ฝึกใช้และควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็ก ( มือและนิ้ว )
§  ฝึกการใช้มือและตาให้สัมพันธ์กัน
พัตนาการด้านความคิดและภาษา
§  ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน
§  ฝึกฟังและพูดคำศัพท์อย่างง่ายๆในการปั้น
§  เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเวลาเล่น
พัตนาการด้านอารมณ์และสังคม
§  เรียนรู้วิธีการเล่นจากการร่วมทำกิจกรรมเดียวกันกับเพื่อนๆ
§  เสริมสร้างความมั่นใจเมื่อทำงานชิ้นใดชิ้นนึงได้สำเร็จ
§  รู้จักการปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ ได้อย่างดี


กิจกรรมศิลปะถือว่าเป็นเครื่องมือที่บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเอง เด็กๆ จะรู้สึกสนุกที่ได้เล่นกับอุปกรณ์ต่างๆ อย่างอิสระ และยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นด้วยความภาคภูมิใจ เช่น ขณะที่ทุกคนกำลังระบายสีอยู่ แล้วมีเด็กบางคนถือสีเทียนไว้ในมือแต่ยังไม่ยอมระบาย เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ว่าเขาพอใจที่จะเรียนรู้ผ่านการสังเกตคนอื่นๆ อยู่นั่นเอง

อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กเล็กที่จะเรียนรู้อย่างอิสระท่ามกลางผู้ใหญ่ หรือแม้แต่การให้ความร่วมมือกันระหว่างเพื่อน ดังนั้นกิจกรรมศิลปะที่ Gymboree จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างทักษะจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม เกิดเป็นโอกาสที่คุณพ่อคุณแม่ และลูกได้แบ่งปันกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ในบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสม

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พลังแห่งเสียงดนตรี



            ประสบการณ์ทางด้านดนตรีในเด็กเล็ก เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็ก เพื่อที่จะเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างเสียงดนตรี พัฒนาการทางด้านร่างกายความสัมพันธ์ทางอารมณ์และสังคม รวมถึงกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิด นับว่าเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กที่มีความหมายอย่างยิ่ง
มีการศึกษาอยู่มากมายเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการส่งเสริมทักษะทางด้านดนตรี ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีต่อพัฒนาการทางความคิดบ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ 2 ด้าน คือ พัฒนาการทางภาษา และระบบความทรงจำ
            ผลการศึกษาพบว่า เด็กแรกเกิดสามารถจดจำเพลงที่ได้ยินตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา นอกจากนี้ยังเข้าใจ และจดจำถึงลักษณะต่างๆ ของดนตรีได้ เช่น เสียงสูงต่ำ จังหวะ ระดับความดัง และความแตกต่างของเสียงดนตรี โดยเด็กทารกอายุตั้งแต่ 7 เดือนสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียงที่คุ้นเคยกับเสียงที่เพิ่งได้ยิน ซึ่งแสดงถึงระบบความทรงจำระยะยาวเกี่ยวกับดนตรีได้เป็นอย่างดี
บทเพลงสำหรับเด็กมักจะประกอบไปด้วยเนื้อเพลงง่ายๆ ที่มีการออกเสียงซ้ำทั้งจังหวะและท่วงทำนอง พร้อมยกตัวอย่างสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น เพลง London Bridge เพลง Pat-a-Cake รวมถึงเพลง Old MacDonald ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีรูปแบบคำซ้ำ และการเรียงลำดับเรื่องราวในเพลงให้น่าสนใจ พร้อมทั้งเหมาะสมกับระดับความสามารถในการจดจำของเด็กเล็กอีกด้วย การเปล่งเสียงร้อง “e-i-e-i-o” หรือ “fall-ing down, fall-ing down” จะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเพลงเหล่านี้ถึงติดหู และเด็กๆ รู้สึกประทับใจ
การเรียบเรียง รูปแบบและท่วงทำนองที่พบในเพลงนั้น สามารถสอดแทรกกิจกรรมการเล่นเกี่ยวกับดนตรีให้เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก เพื่อกระตุ้นทั้งศักยภาพการเรียนรู้ ทั้งเรื่องการอ่านและการเขียน ก่อให้เกิด “พัฒนาการที่ดีทางสมอง” เนื่องจากเพลงสำหรับเด็กจะช่วยส่งเสริมพื้นฐานทางภาษา และความทรงจำ ซึ่งเนื้อหาไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ชื่อ ที่อยู่ หรือคำพูดที่ใช้ในเพลงเหล่านั้น ถูกจัดวางให้ง่ายต่อการเรียนรู้และจดจำ


การเสริมสร้างพัฒนาการที่ดี และความรักในเสียงเพลง สามารถทำได้โดยการร้อง การเคลื่อนไหวอย่างสนุกสนาน ประกอบกับการเล่นผ่านอุปกรณ์สำหรับเด็ก เพื่อเปิดโลกทางดนตรีให้พบกับประสบการณ์ใหม่จากแนวดนตรีที่มีความหลากหลาย ทั้งท่วงทำนอง ความไพเราะ ระดับเสียงสูง-ต่ำ และจังหวะของเพลง จึงถือว่าดนตรีเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ของเด็กเล็กได้ครบทุกด้าน เช่น เกิดการเรียนรู้ทักษะทางร่างกาย สังคม และสติปัญญา กิจกรรมดนตรีสำหรับเด็กที่ดีควรจะประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
·         การร้อง หรือการเปล่งเสียง
·         การเคลื่อนที่เคลื่อนไหว
·         การฟัง
·         การเล่น
·         การคิดสร้างสรรค์
กิจกรรมดนตรีของ Gymboree ได้มีการปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็น “กิจกรรมที่การเรียนการสอนที่ดีเยี่ยม” สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้เกิดขึ้นกับลูกค้า ด้วยแนวดนตรีที่หลากหลาย และเพลงที่มีความหมายดีๆ
ซึ่งแนวดนตรีได้มาจากแหล่งกำเนิดในทุกทวีปทั่วโลก เช่น เอเชียตะวันออก ยุโรป หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ลาตินอเมริกา แอฟริกา และแคริบเบียน หรือจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น บรอดเวย์ คลาสสิกคอล แจ๊ซและสวิง รวมถึง ร็อคแอนด์ โรล เป็นต้น พร้อมเพิ่มแนวดนตรีใหม่ เช่น เดอะบีทเทิลส์ ดิสโก้ ควีน แอบบา ป๊อปและอื่นๆ ที่สร้างความน่าสนใจ และเป็นที่ชื่นชอบ ทำให้การเรียนรู้ทางดนตรีเพิ่มความสนุกสนาน และตื่นเต้น นอกเหนือจากความโดดเด่นเป็นพิเศษของกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้   การแบ่งปัน และกระตุ้นความทรงจำ
กิจกรรมดนตรีนอกจากจะมีความสำคัญเกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ และสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นระหว่างกันแล้ว เด็กๆ ที่ได้ร่วมกิจกรรมดนตรียังมีโอกาสเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีทางสังคม และอารมณ์ในระหว่างการเรียน เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ทางเสียงเพลงกับพ่อแม่ เพื่อน รวมถึงคนที่คุณห่วงใย

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาทำคุ้กกี้ Gingerbread กันเถอะ



ส่วนประกอบ
มาการีน         200 กรัม
น้ำตาล          200 กรัม
แป้งทำขนม    450 กรัม
โซเดียมไบคาบอเนต  1 ช้อนชา
ขิงผง                      2-4 ช้อนชา
น้ำเชื่อม Golden syrup        1-2 ช้อนชา

น้ำตาลไอซิ่ง ช็อคโกแลตเม็ด สำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ทาถาดอบด้วยเนยหรือมาการีน

  • นำมาการีนและน้ำตาลในโถแลขนให้เข้ากันด้วยช้อนไม้ ตีให้ฟู
  • ค่อยๆ ใส่ส่วนประกอบที่แห้งลงไป (แป้ง โซดาไบคาบอเนต และผงขิง) และผสมให้เข้ากัน
  • ใส่น้ำเชื่อมอุ่นลงไปให้แป้งแข็ง
  • นวดแป้ง และวางบนพื้นผิวเรียบๆ  ค่อยๆเติบแป้งลงบนโต๊ะ และใช้ไม้กลิ้ง จนแป้งไม่ติดกัน
  • โรยแป้งที่แบบกด และกดแป้งตามแบบ
  • นำขนมที่กดตามแบบไปวางบนถาดอบ กระจายขนมให้ดี
  • วางถาดในเตาที่ได้อุณหภูมิประมาณ 10-15 นาที
  • ปล่อยให้เย็น
  • ให้เด็กๆ ช่วยกันใช้น้ำตาลไอซิ่ง ช็อคโกแลต มาตกแต่งเป็นรูปร่างต่างๆ
  • ให้สนุก คุณควรจะหาแบบพิมพ์หลายๆแบบ ให้เด็กๆไ้ด้ใช้จินตนาการ

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาทายเพศของลูกในท้องกันเถอะ

AttributionNoncommercialShare Alike Some rights reserved by John a Ryan

เมื่อเรารู้ว่ากำลังจะมีหนูน้อยสมาชิกเกิดใหม่ในครอบครัว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ต่างก็ตื่นเต้นต้องการรู้เพศของลูก แม้ว่าใจอยาก จะรอลุ้นตอนคลอดออกมาก็เถอะ แต่ร้อยละ 90% ส่วนใหญ่อยากทราบก่อนทั้งนั้น 
เราจะได้ยินคำโบราณที่มักจะทำนายจาก "ลักษณะท้องของแม่" หากท้องดูกลม ป้าน ตอนตั้งท้องก็ทายว่าจะต้องได้ลูกผู้หญิง 
หากท้องแหลม ทำนายว่าจะได้ลูกชาย หรือบ้างก็จะออกไปทางแนวความฝัน หากตอนท้องแม่ฝันว่าได้แหวน หรือ เครื่องประดับ สวยงาม ทายว่าจะได้ลูกสาว หรือหากฝันว่าได้รับสิ่งของที่เป็นมงคล ทำนายว่าจะได้ลูกชายแน่นอน ซึ่งเป็นความเชื่อ และวิธีทำนายเพศลูกของคนโบราณ ส่วนจะแม่นหรือไม่แม่นนั้นยังไม่มีการเก็บสถิติไว้ชัดเจนค่ะ หลายวันก่อน ในขณะที่พวกเรากำลังประชุมงานกันอยู่นั้น คุณซันแกได้แนะนำเว็บไซต์ The Bump ให้พวกเรา แต่ที่เราสนใจ อย่างแรง นั่นก็คือ ชาร์ตทำนายเพศของลูก (Chinese Gender Chart) คุณซันฝากโฆษณาให้กับเว็บไซต์เดอะ บั๊มป์ไว้ด้วยว่า "ไม่รู้สินะว่าแม่นหรือไม่แม่น แต่ทายมา 10 คน ผิดแค่คนเดียว" 

โอ้วววแม่เจ้า!! 1 ใน 9 คนที่คุณซันทายเพศถูกจากการใช้ชาร์ตนี้ก็มี น้องซันจูเนียร์ ลูกชายของเฮียแกด้วย โฮะๆๆ ลองดูค่ะ วิธีการใช้งานง่ายแสนง่าย เพียงใส่อายุของแม่ตอนทั้งท้อง และเดือนที่เริ่มปฏิสนธิ ดังนี้Mother’s age at conception คือ อายุของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์ Month of conception คือ เดือนที่คุณแม่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ตั้งครรภ์เพียงกรอกข้อมูลเพียง 2 ข้อนี้แหละ โปรแกรมก็สามารถทายเพศลูกได้ทันที ศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ของชาวจีนโบราณ ซึ่งมีมานาน กว่าหลายพันปี คนจีนนิยมใช้โปรแกรมนี้วางแผน ในการมีลูกเพศที่ตนต้องการเชียวนะ สีฟ้าคือผูชาย สีชมพูคือผู้หญิง