วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รู้ทันพัฒนาการที่ไม่ถูกต้องในแต่ละวัย



ในเด็กบางคนอาจมีพัฒนาการที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ หากคุณพ่อคุณแม่ไม่สังเกตให้ดี ก็จะไม่ทราบ หรือคิดไปเองว่าเดี๋ยวคงจะพัฒนาได้เองในภายหลัง ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายต่อตัวลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะพัฒนาการของลูกในช่วงเริ่มต้นจะเชื่อมโยงกันและกัน หากมีพัฒนาการอย่างหนึ่งช้าหรือไม่สมวัยก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่นต่อไปเป็นทอดๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจถึงพัฒนาการที่สมวัยและไม่สมวัยควบคู่กันไป


ตารางเช็กพัฒนาการลูกน้อยให้สมวัย
ช่วงวัยพัฒนาการลูกน้อยสมวัยพัฒนาการลูกน้อยไม่สมวัย
ลูกน้อยวัยแรกเกิด- ขยับแขนขาได้บ้าง
- สะดุ้งตกใจหรือร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงดัง
- ส่งเสียงร้องเมื่อหิว และไม่สบายตัว
- กรอกตาตามวัถตุที่อยู่ใกล้ๆ
- ไม่สะดุ้ง ไม่ร้องไห้ เมื่อเกิดเสียงดัง
- ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ
ลูกน้อยวัย 1 เดือน- ชันคอ ผงกหัว
- ส่งเสียอ้อแอ้ในลำคอ
- กำมือแน่นเมื่อมีวัตถุในฝ่ามือ
- เริ่มมองตามที่มาของเสียงและวัตถุที่เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ
- ไม่ส่งเสียงครางอ้อแอ้
- ทำตาเขบ่อยๆ
- ตาทั้ง 2 ข้างมองไม่ตรงจุดเดียวกัน
ลูกน้อยวัย 2 เดือน- ชันคอในท่าคว่ำได้
- หันหาที่มาของเสียง
- มองตามวัตถุที่เคลื่อนที่
- ส่งเสียงตอบในลำคอ และยิ้ม
- ไม่มีการตอบสนองเมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าไปเล่นด้วย
- ไม่มองตามของเล่นที่มีเสียงและมีสีที่สดใส
- หยิบจับสิ่งของที่มีน้ำหนักเบาไม่ได้
ลูกน้อยวัย 4 เดือน- ใช้มือยันค้ำตัวให้นั่งได้
- ยิ้มทักทาย และยิ้มแสดงความดีใจได้มากขึ้น
- เริ่มคว้าของใกล้ตัว
- ใช้มือได้ข้างเดียว
- จับนั่งแล้วมีอาการขาอ่อนปวกเปียก
- กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง เมื่อเดิน
ลูกน้อยวัย 6 เดือน- พลิกตัวคว่ำและหงายได้เอง
- หยิบจับสิ่งของที่มีน้ำหนักได้แล้ว
- เปลี่ยนของไปอีกมือได้
- ใช้นิ้วมือหยิบจับได้
- เข้าใจภาษา และพูดพยางค์เดียวได้แล้ว
- พูดคำซ้ำๆ วนไปวนมาหลายๆ ครั้ง
- มองไปทางอื่นเวลาพูดคุย
- หยิบของเข้าปากจะร่วงหล่นเสมอ
- ยังพลิกตัวเองไม่ได้
- ไม่หัวเราะ
ลูกน้อยวัย 9 เดือน- เกาะ ยืน เดินได้เอง
- เล่นและแสดงอารมณ์ได้มากขึ้น
- ไม่แสดงอารมณ์ แม้ในขณะดีใจ
- ชอบชี้ให้มองในสิ่งที่อยู่ไกลๆ
- ไม่ชอบมองหน้าพ่อแม่
ลูกน้อยวัย 1 ขวบ- เริ่มอยากออกสำรวจ
- เข้าใจและร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า
- รู้จักส่ายหัวเพื่อปฏิเสธ
- เลียนเสียงและท่าทางของสัตว์
- เก็บตัว ชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียว
- ทำท่าทางแปลกๆ ซ้ำๆ เช่น เดินเขย่ง
- ยังคลานไม่ได้
- ไม่ยอมเดินเมื่อจับให้เดิน
- ยังเรียกพ่อแม่ไม่ได้


หากคุณพ่อคุณแม่เฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูกน้อยจนแน่ใจแล้วว่าไม่ถูกต้องสมวัย อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อรับการส่งเสริมพัฒนาการให้ถูกต้อง และรับรู้วิธีแก้ไขให้ดีขึ้นและสมวัยต่อไป 

เครดิต จาก http://www.care.co.th/smartmom?gclid=CPeB9JbEgLQCFU966wodfhEA5A

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แค่ไหน เรียกว่าพัฒนาการช้า


แค่ไหน เรียกว่าพัฒนาการช้า


โดย: ดัชนี

ความก้าวหน้าของลูกเป็นความปลื้มปีติของพ่อแม่ แต่หากลูกไม่สามารถทำได้อย่างลูกคนอื่นเขา พ่อแม่ควรกังวลหรือไม่ 

ทุกครั้งที่เห็นเด็กวัยเดียวกับยายหนูของเรา อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตแล้วเปรียบเทียบกับลูกตัวเอง อย่างน้องโตโต้ข้างบ้านเนี่ยเกิดเดือนเดียวกับลูก ตอนนี้เขาทำท่าจะก้าวเดินแล้วด้วยซ้ำ คุณแม่น้องโตโต้บ่นว่าดูกันไม่ไหว เผลอทีไรเป็นได้ลุกขึ้นเกาะเดินไปทั่ว ไม่รู้ว่าเธอแกล้งบ่นอวดความก้าวหน้าของลูกหรือเปล่า..รู้สึกตาร้อนขึ้นมาตะหงิดๆ ดูยายหนูสิ ยังคลานกระต้วมกระเตี้ยมอยู่เลย แถมยังไม่ค่อยแอกทีฟเสียอีก จับวางตรงไหนก็นั่งจุมปุ๊กเล่นอยู่ตรงนั้นได้นานสองนาน ลูกเราผิดปกติหรือเปล่านะ?!..

นี่เป็นตัวอย่างความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ที่คอยห่วงใยพัฒนาการของลูก อดไม่ได้ที่เอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น ที่จริงเรื่องของพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กบอกอยู่บ่อยๆว่า เรื่องพัฒนาการเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบพัฒนาการก็เป็นเพียงเกณฑ์คร่าวๆ เด็กแต่ละคนเกิดมาย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายหลาก จะช้าหรือเร็วกว่ากันบ้างไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด


แค่ไหนที่เรียกว่า"ช้า" 

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งไปที่ความก้าวหน้าทางพัฒนาการที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น เมื่อไหร่ลูกจะนั่ง จะคลาน ยืน เดินได้ แต่คุณหมอทางด้านพัฒนาการทั้งหลายจะไม่ดูแค่นี้ คุณหมอจะให้ความสำคัญกับการรับรู้ของเด็กมากเสียยิ่งกว่าพัฒนาการทางร่างกาย คุณหมอจะดูว่าหนูจะยิ้มให้ผู้คนไหม มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวไหม หรือสนใจจดจำเสียงต่างๆได้บ้างไหม.. นี่แสดงว่าหนูรับรู้สิ่งแวดล้อมที่มากระทบ สามารถเชื่อมโยงสิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองได้

แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไปกังวลเมื่อเห็นลูกทำอะไรไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ไม่ก้าวหน้าอย่างที่ตารางพัฒนาการบอกไว้ ที่จริงเป็นเรื่องแสนจะธรรมดาที่เด็กบางคนก้าวหน้าอย่างมากในบางเรื่องหรือล่าช้าในบางเรื่อง ไม่ได้เป็นสิ่งแสดงว่าหนูจะเป็นอัจฉริยะหรือฉลาดน้อยแต่อย่างใด

ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ยิ่งเด็กก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษอาจจะทำให้การเรียนรู้เรื่องอื่นลดน้อยลงไปด้วยซ้ำ อย่างเช่น เด็กที่คลานเก่งๆ อาจจะเดินช้าเพราะเขาสามารถคลานไปไหนๆได้คล่องดังใจโดยไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะเดิน เด็กบางคนที่ไม่ยอมคลานสักทีแต่เผลอแผล็บเดียวเดินเลยก็มี

เรื่องของพัฒนาการกว้างกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจ และช่วงเวลาในการก้าวข้ามพัฒนาการแต่ละอย่างเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปในช่วงเวลาที่แตกต่างกันถึง 6 เดือนก็เป็นได้ อย่างเช่น พัฒนาการทางภาษา เด็กสามารถเลียนเสียงพูดได้ อาจใช้เวลาตั้งแต่ 5-11 เดือน หรือสามารถเกาะยืนได้ในช่วง 6 เดือน-12 1/2เดือน

พ่อแม่ควรกังวลก็เมื่อลูกมีพัฒนาการช้ามากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 6 เดือน เมื่อนั้นแหละควรไปปรึกษากุมารแพทย์ แต่เตือนตัวเองไว้ด้วยว่า การล่าช้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้หมายความว่าควรสรุปว่าลูกเป็นเด็กพัฒนาการช้า



"ช้า"เพราะปัจจัยหลายหลาก มีคุณพ่อคุณแม่คู่หนึ่งกังวลว่าลูกน้อยวัยเตาะแตะอายุเกือบสองขวบแล้วไม่ยอมเดินสักที ทั้งๆที่พัฒนาการด้านอื่นๆก็ดีหมด คุณหมอตรวจแล้วพบว่าหนูน้อยมีปัญหาทางด้านสายตา เธอสายตาสั้นมาก เป็นการจำกัดการมองเห็นโลกรอบตัวเท่ากับขาดการกระตุ้นให้เธอออกเดินไปสำรวจโลกที่กว้างออกไป คุณหมอจัดการตัดแว่นให้เธอใส่ แล้วอีก 2-3 สัปดาห์ ต่อมาเธอก็เดินได้

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเมื่อรู้สาเหตุที่ทำให้พัฒนาการลูกล่าช้าแล้ว ก็สามารถแก้ไขให้ลูกเป็นปกติได้ และเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นสาเหตุซ่อนเร้นที่พ่อแม่อาจจะดูไม่รู้ด้วยตัวเอง แต่โดยทั่วไปแล้วปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการเด็กที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีก้าวขั้นพัฒนาการที่แตกต่างกันนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร เป็นสาเหตุใหญ่ๆที่พ่อแม่ควรคำนึงถึงดังนี้ค่ะ

ลูกสาวหรือลูกชาย ลูกเกิดมาเป็นหญิงหรือชายกำหนดพัฒนาการลูกให้แตกต่างตามเพศของลูกด้วย โดยทั่วไปลูกชายมักจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกายเร็วกว่าลูกสาว อาจจะตัวโตกว่า คลาน ยืน เดินได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกันลูกสาวก็จะมีทักษะทางภาษา พูดได้เร็วกว่าลูกชาย

พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกเป็นอย่างนั้นเรื่องกรรมพันธุ์ก็มีส่วนอย่างมากที่จะกำหนดรูปร่างลักษณะของลูก อย่างเช่นตัวโตแค่ไหน ฟันขึ้นเร็วหรือเปล่า ผมดกหรือผมบาง ลักษณะเหล่านี้แหละที่พ่อแม่มักจะเผลอนำไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น โดยลืมไปว่าลูกเราย่อมถ่ายทอดลักษณะจากพ่อแม่ไป พ่อแม่ตัวเล็กลูกก็ย่อมตัวเล็กเป็นธรรมดา ตรงนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกแตกต่างจากคนอื่นซึ่งพ่อแม่น่าจะ คิดถึงเป็นอย่างแรกๆ



สภาพร่างกาย ชีวสภาพหรือลักษณะทางกายของลูกก็มีผลต่อพัฒนาการของลูก เด็กที่อ้วนตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยมักจะไม่ค่อยคล่องแคล่วว่องไว เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก เป็นอุปสรรคทำให้มีพัฒนาการการเคลื่อนไหวช้าได้ อาจจะคลาน ยืน เดิน ช้ากว่าเด็กอื่น หรือเด็กที่ขี้โรค เจ็บป่วยบ่อยๆ ก็ทำให้พัฒนาการล่าช้าได้เหมือนกัน บางครั้งอาจทำให้พัฒนาการถดถอยด้วยซ้ำ

ลักษณะนิสัยและสภาวะอารมณ์หนูน้อยแต่ละคนเกิดมาพร้อมมีลักษณะเฉพาะตัวติดตัวมาด้วย เด็กบางคนเกิดมาเป็นเด็กแอ็กทีฟ กระตือรือร้น บางคนก็สงบนิ่ง เด็กที่แอ็กทีฟกระตือร้นก็มักจะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ในขณะที่เด็กที่ชอบเล่นคนเดียวเงียบๆอาจจะมีทักษะในการใช้มือก้าวหน้ากว่าเด็กที่ชอบเคลื่อนไหว มีสมาธิและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากกว่า

อีกอย่างหนึ่งคือสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กไม่มีความสุข ทำให้เด็กหงุดหงิด งอแง ง่าย ก็เป็นอุปสรรคสะกัดกั้นพัฒนาการของเด็กให้ช้ากว่าเด็กทั่วไปได้ เด็กขาดแรงจูงใจให้เรียนรู้ที่จะทำ จะฝึกทักษะต่างๆ
พ่อแม่เข้าใจเรื่องพัฒนาการแค่ไหนความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการของพ่อแม่มีผลต่อพัฒนาการของลูก พ่อแม่ที่มีความรู้ในเรื่องพัฒนาการ รู้ว่าลูกวัยใดมีขั้นตอนการเติบโตทางพัฒนาการอย่างไร รู้จักวิธีกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการของลูกก็จะได้เปรียบอย่างยิ่ง เพราะจะสามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการก้าวหน้า และแก้ไขพัฒนาการด้านที่อ่อนด้อยของลูกให้ดีขึ้นได้ อย่างเช่นคุณแม่รู้ว่าการพูดคุยกับลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกมีทักษะทางภาษา ก็จะพยายามพูดคุยกับลูกบ่อยๆแม้ว่าลูกยังเล็กแบเบาะอยู่ก็ตาม หรือถ้าเห็นลูกยังไม่ยอมคลานสักที ก็พยายามช่วยลูกด้วยการเอาของเล่นมาล่อให้ลูกพยายามเคลื่อนไหวไขว่คว้า ให้เวลาเล่นกับลูกมากขึ้น
เลี้ยงดูอย่างไร 
พ่อแม่ที่รักลูกดูแลลูกดีเกินไปก็อาจทำให้ลูกมีพัฒนาการล่าช้าได้เหมือนกัน อย่างเช่นพ่อแม่ที่คอยประคบประหงมปกป้องลูกมากเกินไป ไม่ยอมให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง เรียนรู้ความผิดพลาด หกล้มหกลุกด้วยตัวเองบ้าง เหมือนที่คนโบราณบอกว่าเมื่อไรที่ลูกเริ่มหัดพลิกตัว พ่อแม่อย่าช่วยพลิกให้ลูก ไม่เช่นนั้นจะต้องช่วยลูกตลอดไปทั้งชีวิต นับว่าคนโบราณพูดไม่ผิด เลยเตือนใจพ่อแม่รุ่นต่อไปไม่ให้รักลูกจนไม่ยอมให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง 

ในทางตรงข้ามเด็กที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์ด้วย เด็กก็จะมีพัฒนาการล่าช้าได้อีกเช่นกันค่ะ 

มีพี่น้องช่วยกระตุ้นพัฒนาการการที่มีลูกหลายคนหรือสองคนขึ้นไปมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ลูกมีความก้าวหน้าทางพัฒนาการ ไม่ว่าจะด้วยเกิดบรรยากาศแข่งขันกลายๆ เช่น กลัวน้องแย่งของเล่นก็เป็นการกระตุ้นให้ลูกรีบลุกขึ้นไปหยิบของเล่น หรือว่าจากการเป็นเพื่อนเล่นกัน น้องได้เลียนแบบพี่ พี่สอนน้องให้เล่นและเรียนรู้เรื่องต่างๆ พี่น้องได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ฝึกทักษะทางภาษาสังคม หรือบ้านที่พี่ป้าน้าอาอยู่ร่วมกันหลายคน ก็ช่วยกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้มีพัฒนาการที่เร็วขึ้นได้ โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษาจะเห็นได้ชัด เด็กที่มีคนเติบโตในบ้านที่มีญาติพี่น้องหลายคน และได้รับความสนใจพูดคุยด้วยบ่อยๆ ก็จะพูดได้เร็ว พูดเก่ง 

รู้อย่างนี้แล้วคงเลิกเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่นได้แล้วนะคะ แต่การเฝ้าดูลูกเติบโตยังเป็นเรื่องดีที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ เพียงมีหลักคิดวิเคราะห์อย่างที่เสนอไปแล้วข้างต้น และพยายามหาต้นตอของปัญหา 

ขอฝากไว้ว่าต่อไปนี้เมื่อพูดถึงพัฒนาการของลูก ลองมองหาข้อดีของลูกเพื่อส่งเสริมให้ลูกทำได้ดียิ่งๆขึ้น และมองหาจุดอ่อนเพื่อช่วยปรับให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ลูกจะ"ช้า "หรือ"เร็ว" พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะช่วยลูกได้ 

หากไม่แน่ใจอย่างไรปรึกษากุมารแพทย์ที่คุณพาลูกไปตรวจร่างกาย หรือจะเจาะจงไปหาคุณหมอทางด้านพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะก็ได้ โรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆทุกแห่งมีคุณหมอผู้ เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กประจำอยู่ค่ะ 


ขอขอบคุณ 
นิตยสารModern mom
Mommypedia

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

5 วิธีฝึกลูก หลับนานตลอดคืน


เมื่อมารับบทเป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อน การตื่นนอนกลางดึกถือเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอ่อนเพลียในช่วงกลางวัน เนื่องจากนอนไม่พอ แล้วก็ได้แต่คิดว่า...เมื่อไหร่น้อลูกถึงจะนอนหลับยาวๆ...จะว่าไปแล้ว เรื่องการนอนหลับยาวช่วงกลางคืนในเด็ก นับว่ามีความสำคัญ คือ ถ้าเด็กนอนหลับได้ยาวและหลับสนิท ร่างกายก็สามารถหลั่ง Growth Hormone ได้เต็มที่ ร่างกายลูกก็จะเจริญเติบโตได้อย่างดีนั่นเอง

แบบแผนการนอนของลูก
ขณะที่อยากให้ลูกนอนหลับยาวนั้น คุณแม่ก็ต้องรู้จักแบบแผนการนอนของลูกให้ดีก่อน

ช่วงแรกเกิด
ลูกน้อยมักตื่นทุก 2-3 ชั่วโมง

3-6 เดือน
นอนหลับได้ยาวมากขึ้น แต่ก็อาจจะตื่นขึ้นมากินนมมื้อดึกช่วง 23.00-24.00 น. และ 03.00-04.00 น.และไม่ค่อยร้องให้ช่วงกลางดึกเท่าไหร่นัก

6 เดือนเป็นต้นไป 
ลูกสามารถนอนหลับได้ตลอดคืนแต่บางคนอาจจะ อยากดื่มนมกลางดึกสักหน่อย

9-12 เดือน 
ลูกอาจจะร้องกินนมมื้อดึกแต่อาจจะร้องไห้กลางดึกได้บ่อยๆ (ช่วงนี้ส่วนใหญ่เด็กจะคลานคล่องเล่นเก่ง ในช่วงกลางวัน)


ฝึกให้ลูกนอนหลับตลอดคืน

1. ให้คุณแม่สังเกตว่าการร้องไห้กลางดึกของลูกเป็นเพราะสาเหตุอะไร เช่น เปียกชื้น (ถึงจะใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็เถอะ) แมลงกัด ร้อนไปหน่อย เย็นไปนิด คัดจมูก ตกใจ แต่ถ้าลูกร้องเพราะหิวนมจริงๆก็ต้องให้ลูกกินค่ะ

2. ถ้าร้องเพราะอยากดูดนิดหน่อย (คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตถึงรูปแบบการร้องไห้ของลูก) ลองตบก้นลูกน้อยสักพัก ร้องเพลงกล่อมเบาๆ หรือให้ดูน้ำเปล่า สักพักลูกก็จะหลับต่อ

3. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้ลูกรับรู้ว่า นี่คือเวลานอนในช่วงกลางคืน เช่น ดับไฟ เปิดเพลงกล่อมเบาๆอ่านนิทานเล่มโปรดให้ลูกฟังไม่เล่นกับลูกมากเกินไปและพาลูกเข้านอนให้เป็นเวลา

4. ข้อสำคัญคือ ถ้าลูกตื่นกลางดึก ไม่ควรอุ้มลูกขึ้นมาหยอกล้อ ถ้าจะป้อนนมก็ป้อนด้วยความสงบ อาจจะเปิดไฟหรี่ไว้เล็กน้อย เพื่อกล่อมให้ลูกหลับต่ออย่างง่ายดาย

5. ในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ยังไม่ควรให้ลูกงดนมมื้อดึกทันทีทันใด และการฝึกลูกนอนยาวตลอดคืนนั้นต้องมีข้อผ่อนปรนบ้าง ตามวัยลูก เช่น เมื่อเข้าเดือนที่ 9 เด็กหัดเกาะยืน คลานคล่อง เล่นเก่ง ช่วงกลางคืนอาจจะหิวนมได้ หรือร้องงอแงได้บ้าง

ขอขอบคุณนิตยสาร Mother & Care Vol.2 No.15 

เรียบเรียงโดย www.พัฒนาการเด็ก.com

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไวรัสโรต้าอาจทำลูกรัก "พัฒนาการ" ชะงัก


ไวรัสโรต้าอาจทำลูกรัก "พัฒนาการ" ชะงัก

          คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมครับว่า การติดเชื้อไวรัสโรต้าที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ของลูกน้อยด้วย! 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีอาการท้องเสียจากการติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือมีอาการท้องเสียเรื้อรัง แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ ผมมีคำแนะนำดี ๆ และวิธีป้องกันมาฝากครับ

ไวรัสโรต้า เชื้อโรคร้ายที่ต้องระวัง 

          เชื้อไวรัสโรต้า เป็นเชื้อที่มีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนมือ หรือหลายวันบนพื้นผิวทั่วไป และฝังตัวอยู่ในอุจจาระมนุษย์เราได้นานเป็นสัปดาห์ การติดเชื้อไวรัสโรต้าอาจจะมาจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การสัมผัสพื้นผิวต่าง ๆ หรือการสัมผัสมือของคนอื่น           คุณแม่ที่มีลูกเล็ก ต้องระวังและคอยเตรียมพร้อมป้องกันเจ้าเชื้อไวรัสโรต้านี้ เพราะเชื้อโรต้าเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงรุนแรงพบได้บ่อยในเด็กตั้งแต่ 6 เดือน เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วง อาเจียนซ้ำ และมีไข้ บางรายที่เป็นมากอาจทำให้ลูกน้อยต้องนอนโรงพยาบาลไปหลายวันหรือเสียชีวิตได้ หากเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและรักษาไม่ทัน และที่สำคัญอาการท้องร่วงไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงจะมีผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกได้ครับ

ติดเชื้อโรต้าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการลูก 

          เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้ว บางคนต้องนอนโรงพยาบาลเพราะเกิดภาวะขาดน้ำ ถ้าเป็นในเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน มีโอกาสเสี่ยงต้องนอนโรงพยาบาล และมีการศึกษาพบว่า เด็กที่ท้องร่วงซ้ำ ๆ จาการติดเชื้ออาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เพราะเมื่อติดเชื้อร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ได้ ทำให้การพัฒนาทางร่างกายและสมองของลูกหยุดชะงัก ผลคือเด็กในวัยก่อน 7 ปี จะเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกันได้ และหากเด็กที่ท้องร่วงซ้ำ ๆ ก่อนวัย 2 ปี จะอาจทำให้มี IQ ต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันได้ เด็กอาจเรียนรู้ช้า

ไวรัสโรต้าป้องกันได้ตั้งแต่ลูก 2 เดือน 

          แน่นอนว่าคงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากเห็นลูกป่วย ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด รวมไปถึงการติดเชื้อจากไวรัสโรต้าด้วยใช่ไหมครับ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ดื่มนมแม่ และรักษาความสะอาดและในปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เป็นชนิดกินแบบ 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง โดยวัคซีนที่กิน 2 ครั้ง ให้เมื่อเด็กอายุ 2 และ 4 เดือน ทำให้เด็ก ๆ ได้รับการป้องกันที่เร็วขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็กอายุ 2 เดือน ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการป้องกันนะครับ

ข้อความโดย นพ.วรมันต์ ไวดาบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้อ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight : School skill


เด็กใน ช่วงอายุ 3-5 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ทั้งร่างกายและจิตใจมีการเปลี่ยนแปลงตลอด และยังเป็นช่วงเวลาที่น้องๆเริ่มที่จะไปโรงเรียน  การส่งเสริมกิจกรรมเพื่อเตรียมความทักษะให้น้องๆพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จึงมีความสำคัญอย่างมาก Gymboree USA ได้ตระหนักถึงความสำคัญในด้านเหล่านี้ จึงได้ทำการพัฒนาหลักสูตรการสอนอย่างต่อเนื่อง ด้วยโปรแกรม School Skills ซึ่งในคอลัมน์ Gymboree Delight วันนี้เราจะมาพูดถึงSchool Skills ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และส่วนที่เปลี่ยนแปลงจะมีประโยชน์กับพัฒนาการของน้องๆอย่างไรบ้าง

School Skills เป็นกิจกรรมที่ได้รับออกแบบมาสำหรับน้องๆวัย 3-5 ขวบที่ไปเข้าโรงเรียนแล้วหรือกำลังจะเข้าโรงเรียน   ตัวกิจกรรมยังคงเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุก และสร้างสรรค์ ในสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมผ่านการเล่นในรูปแบบต่างๆที่มีความหลากหลาย  การพัฒนาจะยึดจากประโยชน์ที่เด็กจะได้รับจากหลัก 7 Social-Emotional Skills หรือ การเรียนรู้พัฒนาการทางด้านอารมณ์และสังคม 7 แบบ ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในตนเอง ความตั้งใจ ความสนใจใคร่รู้ การควบคุมตัวเอง การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี    ในด้านพัฒนาการ  น้องๆจะยังคงได้ประโยชน์หลักๆ 4 ด้านไปพร้อมๆกัน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เช่นเดิม  และยังเน้นการปลูกฝังการทัศนะคติที่ดีในการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อีกด้วย

ในด้านบทเรียนการสอน  School Skills จะมีการเปลี่ยนกิจกรรมทุกๆสัปดาห์ ประกอบด้วยบทเรียนที่หลากหลายถึง 35 บทเรียน   ทุกสัปดาห์น้องๆจะได้เรียนรู้ในด้าน ตัวอักษรภาษาอังกฤษ, การทดลองทางวิทยาศาสตร์, งานศิลปะ, งานปั้น และทักษะกีฬาเบื้องต้น ที่แตกต่างกัน  ในการทำกิจกรรมจะทำเป็นกลุ่มละประมาณ 8 คน มีคุณครูดูแล 2 คน   โดยในแต่ละช่วงจะประกอบด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายแต่มีความเชื่อมโยงกัน  สลับกับการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อนเพื่อฝึกฝนทักษะทางสังคม    ซึ่งจะทำให้น้องไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ซึ่งทำให้เค้าสามารถเรียนรู้ได้เต็มที่   มีให้เลือกทั้งคลาสแบบ 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง  อาทิตย์ละครั้ง
กิจกรรมใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมจากหลักสูตรเก่า เรียกว่า Discovery Room ซึ่งใน Discovery Room นี้จะประกอบด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายและฝึกฝนน้องในหลายๆด้าน เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ งานศิลปะ ที่จะดีอย่างมากกับทักษะในการคิดเป็นเหตุและผล, กระตุ้นให้เด็กเป็นคนที่ช่างสังเกต, รู้จักตั้งสมมติฐาน, ทำงานเป็นทีม เช่น การปิดตาดมกลิ่นเพื่อแล้วทายว่าของสิ่งนั้นคืออะไร การร่วมกันระบายสีและวาดตัวอักษร ผสมสี เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างนิสัยให้น้องๆเกิดความอยากรู้ อยากเห็น ช่างจินตนาการ คิดสร้างสรรค์ คิดเป็นเหตุเป็นผล และได้ฝึกฝนทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ
School Skills ยังเพิ่มเติมกิจกรรมทางด้านศิลปะที่มีความเชื่อโยงกับตัวอักษรที่น้องได้เรียนประจำวัน เช่น ถ้าเรียนเกี่ยวกับตัวอักษร A งานศิลปะของเราก็จะมีความเกี่ยวข้องกับตัวอักษร A ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือการระบายสีจะมีการเชื่อมโยงถึงตัวอักษรที่เรียน    สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับน้องได้อย่างแน่นอนคือ การที่น้องจะได้ฝึกการนำตัวอักษรไปใช้งานจริง และได้เป็นการทบทวน ซึ่งช่วยในการจดจำที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไปใน School Skills อีกส่วนคือ กิจกรรมในด้านการปั้นอย่างสร้างสรรค์ ตัวกิจกรรมจะมีการปั้นแป้งโดว์ทั้งแบบคนเดียวและเป็นกลุ่ม    น้องๆจะได้เรียนรู้ตัวอักษรผ่านการปั้น และได้ฝึกฝนด้านจินตนาการกับการปั้นหลากหลายรูปแบบ   สิ่งที่น้องได้เพิ่มเติมคือจากการปั้นคือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งจะส่งผลถึงทักษะการเขียนในอนาคต มากกว่านั้นการปั้นเป็นกลุ่มจะฝึกให้น้องได้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆและฝึกฝนการเล่นเป็นกลุ่ม


อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญใน School Skills คือ Imagination desk ในSchool Skills เพราะโต๊ะตัวนี้ คือ สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านการพูด การฟังคำสั่งภาษาอังกฤษ น้องจะได้มีโอกาสเรียนรู้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยมีเสียงดนตรีประกอบที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของน้องได้อย่างดี ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร A ก็จะมีเพลงเกี่ยวกับตัวอักษร   มากกว่านั้นโต๊ะตัวนี้ก็มีหลายกิจกรรมให้ได้เลือกทำ เช่น การระบายสีตามคำสั่ง การตอบคำถาม ซึ่งจะมีประโยชน์คือทำให้น้องได้ฝึกฝนการติดต่อสื่อสารสองทาง และยังทำให้คุณครูสามารถตรวจสอบความเข้าใจของน้องๆได้เพื่อจะได้ช่วยเสริมในสิ่งที่น้องยังไม่เข้าใจ   ตัวโต๊ะยังมีสีสันที่สดใสเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้  และน้องๆยังสามารถนำกระดาษที่ได้ระบายสีระหว่างกิจกรรมกลับบ้านอีกด้วย   สำหรับน้องๆที่ยังไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษ Imagination Desk ก็ไม่ยากเกินความสามารถเพราะมีการอธิบายที่ค่อนข้างง่าย ชัดเจน หรือถ้าน้องไม่เข้าใจก็จะมีคุณครูคอยแนะนำช่วยเหลือเพื่อให้น้องเกิดความเข้าใจมากขึ้น

คำถามยอดฮิตจากผู้ปกครองที่มักจะมีความสงสัยว่ากิจกรรม School Skills นี้ความแตกต่างจากโรงเรียนอย่างไร หรือถ้าน้องไปโรงเรียนแล้วจะเล็กไปสำหรับน้องรึเปล่า ทางเราต้องขอบอกว่ากิจกรรม School Skills ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญจากทางสหรัฐอเมริกามาโดยเฉพาะ กิจกรรมนั้นจะมีการส่งเสริมที่คล้ายกับทางโรงเรียนบ้างในบางส่วนเพราะว่าน้องๆ 3-5 ขวบนั้นสมควรจะได้รับการส่งเสริมทักษะต่างๆเหล่านั้น แต่ทาง Gymboree ก็มีกิจกรรม สื่อการสอนและสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่าง และมีเอกลักษณ์ เช่น กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์, Imagination Desk, อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ, จำนวนเด็กต่อครูที่ทำให้คุณครูดูแลน้องๆได้อย่างทั่วถึง และที่สำคัญที่สุดคือ คุณครู เพราะการสอนของครู Gymboree เน้นปลูกฝังนิสัยให้น้องเป็นคนช่างสงสัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น   ทำให้ Gymboree มีความมั่นใจในความแตกต่างและมีมาตรฐาน  น้องที่เข้าโรงเรียนแล้วก็สามารถมาเรียนเสริมเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ทัศนะคติที่มีคุณค่าอย่างมากต่อตัวน้องในอนาคต ส่วนน้องที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็สามารถมาเรียนเพื่อเป็นการปรับตัวและเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าโรงเรียน จึงขอเชิญคุณพ่อคุณแม่พาน้องมาทดลองดูเพื่อให้เห็นกับตาโดยคุณพ่อคุณแม่ที่มีความสนใจสามารถต่อติดสอบถามเพื่อนัดวันทดลองได้ที่ Gymboree ทุกสาขาใกล้บ้านค่ะ

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight 1 ตอนที่ 2


1.    ประเภทของกิจกรรม
ที่ Gymboree
·         มีการแบ่งประเภทชัดเจน เพื่อให้เด็กได้รับการเสริมพัฒนาการในหัวเรื่องเฉพาะด้านในช่วงเวลาที่เหมาะสม
·         แต่ละประเภทกิจกรรม มีความแตกต่างกันในเนื้อหา แต่ยังคงไว้ซึ่งปรัชญาการสอนแบบ Gymboree
·         ทุกกิจกรรมมีอุปกรณ์เฉพาะ ที่ออกแบบสำหรับกิจกรรมนั้นๆ

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น
·         บางกิจกรรม ผสมหลายประเภทกิจกรรมเข้าด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาเฉพาะด้านที่ดี เนื่องจากไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ


2.    สถานที่
ที่ Gymboree
·         เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับเด็ก 0 -5 ปี และมีห้องที่เหมาะสมตามแต่ละกิจกรรม
·         พื้นที่กว้างขวาง
·         ทุกห้องสะอาดและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทุกสาขามีแม่บ้าน Full-time
·         มั่นใจได้ในความปลอดภัย

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่มักพบว่า
·         มีพื้นที่ห้องจำกัด เนื่องจากต้องการประหยัดพื้นที่
·         ไม่แบ่งสัดส่วนตามที่ควรเป็น
·         ไม่มีการจัดการด้านความสะอาดดีเท่าที่ควร
·         หลายกิจกรรมที่ใช้สถานที่สำหรับทุกวัยไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กเล็ก

3.    อุปกรณ์
ที่ Gymboree
·         อุปกรณ์หลักๆ ได้รับออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบอุปกรณ์สำหรับการใช้เฉพาะในศูนย์กิจกรรมเสริมพัฒนาการ
·         ใช้วัสดุที่เหมาะสมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยสูงสุด
·         อุปกรณ์หลักสามารถถอดประกอบได้ ปรับเปลี่ยนได้ตามบทเรียนที่กำหนดในแต่ละสัปดาห์
·         มีขนาดที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก
·         ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง ผลิตโดยโรงงานผลิตที่ได้คุณภาพเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับเด็ก 0 -5 ปี และมีห้องที่เหมาะสมตามแต่ละกิจกรรม

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่มักพบว่า
·         หลายแหล่งใช้อุปกรณ์ที่หาซื้อได้ในท้องตลาด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับการใช้ในครอบครัว ไม่ใช่การใช้ในศูนย์กิจกรรมเด็ก ซึ่งต้องระวังเรื่องความแข็งแรง และความปลอดภัย
·         ลักษณะของอุปกรณ์อาจเหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโตมากกว่า


4.    ครูผุ้นำกิจกรรม
ที่ Gymboree
•   มีหน้าที่หลักในการนำกิจกรรมให้ผู้ปกครองทำร่วมกับเด็ก
•   ได้รับการคัดเลือกอย่างละเอียดก่อนเข้ารับการอบรม
•   ต้องผ่านการฝึกอบรมเบื้องต้นเป็นเวลาหนึ่งเดือน และต้องเข้าสอบทดสอบความสามารถ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าสอนจริง
•   มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการนำกิจกรรม ความรู้เกี่ยวกับเด็กเล็ก การตีความบทเรียนไปในทิศทางเดียวกัน ฯลฯ
·         ต้องทำงานกับ Gymboree แบบ Full time

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ส่วนใหญ่
·         มักใช้ครูหลายคน เน้นเป็นผู้ทำกิจกรรมกับเด็กโดยตรง เช่น การประคองเด็กไม่ให้ตกจากอุปกรณ์
·         บางกิจกรรม มีการใช้ครูต่างประเทศเพื่อผู้ปกครองที่ต้องการพัฒนาการด้านภาษา แต่อาจต้องพิจารณาเรื่องความเข้าใจในพัฒนาการเด็ก และความสามารถในการเสริมทักษะเด็กเล็กด้วย
·         มีการฝึกอบรมที่จำกัด บางกิจกรรมให้ครูใหม่สามารถเข้าสอนได้โดยไม่ต้องรับการฝึกอบรมใด โดยเฉพาะกิจกรรมที่เน้นการตีลังกาหรือที่เกี่ยวข้องกับศรีษะ
·         หลายกิจกรรมใช้นักเรียนฝึกงาน หรือ เจ้าหน้าที่ Part time

จากรายละเอียดข้างต้นที่กล่าวมา คงจะให้ภาพของ Gymboree ชัดเจนขึ้นนะคะ สำหรับบทความหน้าเราจะมาพูดคุยกันแบบเจาะลึกในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชา Play and Learn ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Gymboree Delight 1


    
 Gymboree Delight ตอนที่ 1 นี้จะเป็นพื้นที่สำหรับผู้ปกครองที่อยากรู้จัก Gymboree มากขึ้นในเชิงวิชาการค่ะ เราจะรวบรวมคำถามคำตอบในเชิงหลักสูตรและการสอนมาไว้ที่นี่  เพื่อให้ท่านได้เข้าใจถึงที่มาและไปของกิจกรรมบางประเภทที่ท่านได้สัมผัสในห้องเรียน รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรและกิจกรรมที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดอีกด้วยค่ะ

     สำหรับ Gymboree Delight 1 ดิฉันอยากเริ่มด้วยการแนะนำ Gymboree อย่างจริงจังอีกสักครั้งก่อนที่เราจะมุ่งเข้าสู่เนื้อหาทางด้านหลักสูตรในบทความต่อๆไป  เพื่อให้ท่านทราบว่า Gymboree คืออะไรและแตกต่างจากกิจกรรมเด็กอื่นๆ ในแง่มุมใดบ้าง ประมาณ 7 เรื่องด้วยกันค่ะ

     Gymboree Play and Music เป็นผู้นำในระดับโลกในกิจกรรมเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปี โดยเน้นเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและเสริมพัฒนาการเด็กครบทั้ง 4 ด้าน เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1976 ปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกกว่า 690 สาขา  อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ Gymboree Corporation ซึ่งเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง San Francisco นอกจากส่วนงานด้านการบริการนี้แล้ว Gymboree Corporation ยังมีธุรกิจเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ Gymboree และ Janie and Jack และ Crazy 8 อีกด้วย สำหรับ Gymboree Play and Music นั้นมีลักษณะที่แตกกต่างจาก Playgroup อื่นดังนี้

1.    การเข้าร่วมกิจกรรมของผู้ปกครอง
ที่ Gymboree
    • เราเน้นให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมแบบ Active เพราะเราเชื่อว่าผู้ปกครองคือบุคคลที่สำคัญที่สุดต่อการเสริมพัฒนาการของลูก
    • นอกจากนี้เรายังเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ ถือเป็นเวลาคุณภาพของครอบครัวที่มีลูกเล็ก
    • ทั้งยังช่วยเสริมทักษะการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองกับลูก  เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆของลูก
    • และผู้ปกครองจะสามารถนำกิจกรรมในชั้นเรียนกลับไปเล่นต่อที่บ้านได้จริงอีกด้วย
กิจกรรมเด็กเล็กอื่น
·         ให้ผู้ปกครองเข้าร่วมในชั้นเรียนแต่เป็นในลักษณะ Passive โดยมีครูหลายๆ คนคอยประคับประคองเด็ก ผู้ปกครองมีบทบาทรองจากครู
·         ส่วนใหญ่ทุกกิจกรรมจะจำกัดการเข้าร่วมของผู้ปกครองได้ไม่เกินอายุ 3 ปี

2.    ปรัชญาการสอน
ที่ Gymboree มีปรัชญาการสอนที่ชัดเจน เช่นเดียวกันทุกสาขาทั่วโลก
·         เป็นผู้บุกเบิกเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่นมากว่า 30 ปีแล้ว จึงเน้นให้เด็กทำกิจกรรมพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านการเล่นอย่างสนุก
·         เชื่อและเคารพในความแตกต่างของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางร่างกายและพื้นฐานอารมณ์
·         ยึดมั่นในทฤษฏีพัฒนาการเด็กปฐมวัยซึ่งเน้นที่ระดับพัฒนาการแตกต่างกัน เช่น แบ่งย่อยถึง 7 ระดับ ในช่วงอายุ 0-5 ปี จึงทำให้การออกแบบกิจกรรมตามช่วงวัยเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับช่วงอายุหนึ่งๆ
·         ในช่วงพัฒนาการหนึ่งๆ มุ่งเสริมพัฒนาการองค์รวมที่คาดหวังได้ (Overaching Developmental Goals)
·         Gymboree เน้นพัฒนาการในภาพรวมมากกว่าเพียงพัฒนาการแยกเป็นส่วนๆ เช่นในบทเรียนหนึ่งๆ จะต้องครอบคลุมการเสริมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา) ไม่เน้นเฉพาะร่างกาย หรือสมองเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
·         สร้างการเรียนรู้ถาวรโดยให้เด็กๆ ได้ทดลองจริง เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย
·         เน้นให้เด็กมีโอกาสในการเลือกกิจกรรม โดยไม่บังคับ

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ไป โดยพิจารณาจาก
·         ความน่าเชื่อถือและการยอมรับของแบรนด์นั้นๆ หรือโรงเรียนนั้นๆ
·         คุณครูมีความเชื่อและแนวทางในการสอนเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ หรือผู้เป็นเจ้าของแบรนด์สามารถสืบทอดเจตนารมณ์และแนวทางการปฏิบัติของตนสู่ผู้ปฏิบัติจริงได้หรือไม่
·         การแบ่งระดับชั้นเรียนว่ามีความชัดเจนเพียงใด แบ่งกลุ่มและออกแบบกิจกรรมได้เหมาะสมตามช่วงอายุหรือไม่
·         ความคาดหวังถึงผลลัพธ์จากระบบการสอนนั้นๆ ชัดเจนเพียงไร

3.    การออกแบบหลักสูตรการสอนและกิจกรรม
ที่ Gymboree
·         ทุกหลักสูตรได้ถูกออกแบบโดยทีมงาน R&D จาก Gymboree Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกา 
·         ทีมงานได้พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีเป้าหมายปรับปรุงแต่ละหลักสูตรอย่างน้อยทุกๆ 3-5 ปี
·         มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างรอบคอบ มีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กตลอดเวลา มีการทดลองสอน เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะนำมาใช้จริง 
·         หลักสูตรแต่ละหลักสูตรสอดคล้องกับพัฒนาการเด็กตามช่วงอายุและได้รับการยอมรับจากองค์กร Zero to Three ว่าเหมาะสมกับเด็ก 0-5 ปีที่สุด
·         ทุกหลักสูตรมีบทเรียนที่ออกแบบไว้สำหรับ 1 ปีต่อหนึ่งระดับอายุโดยไม่ซ้ำกัน อาจจะมีบางกิจกรรมที่ซ้ำกันบ้าง แต่เด็กๆ จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอในแต่ละบทเรียน
·         เปลี่ยนบทเรียน (Lesson Plan) ทุกสัปดาห์ มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ในทุกบทเรียนมี Theme ชัดเจน  ทุกกิจกรรมในบทเรียนนั้นมีที่มาและที่ไป  เช่น การวาดภาพหรือตัดแปะในกิจกรรมศิลปะ  จะวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ในวันนั้น มิใช่วาดภาพอะไรก็ได้
·         สอนโดยคุณครูที่ได้รับการอบรมให้เข้าใจและนำหลักสูตรไปใช้อย่างถูกต้องในทุกประเทศทั่วโลก

กิจกรรมเด็กเล็กอื่น มีความแตกต่างกันในแต่ละที่ โดยพิจารณาจาก
·         มีการออกแบบหลักสูตรหรือไม่ ผู้ออกแบบหลักสูตรคือใคร ปรับปรุงหลักสูตรบ่อยเพียงใด ล่าสุดคือเมือใด
·         หลักสูตรมีโครงสร้างที่ชัดเจนหรือไม่  และมีความหลากหลายในกิจกรรมหรือไม่
·         หลักสูตรมีความเหมาะสมตามช่วงอายุหรือไม่  มีการแบ่งระดับชั้นห่างหรือถี่อย่างไร
·         ในแต่ละบทเรียนมีกิจกรรมที่ครอบคลุมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้านหรือไม่
·         มีการออกแบบหลักสูตรเป็น Theme ที่มีกิจกรรมสอดคล้องกันในบทเรียนหนึ่งๆ หรือไม่  เช่น ในกิจกรรมศิลปะการที่เด็กๆ วาดรูปนั้น มีการปูความรู้พื้นฐานที่สอดคล้องกับกิจกรรมก่อนหน้าไม่ หรือเพียงแค่อยากวาดอะไรก็วาดโดยไม่มีทิศทาง
·         บางกิจกรรมมีความพยายามสอนทักษะที่เกินกว่าพัฒนาการของเด็ก เพียงเพื่อให้ผู้ปกครองเห็นว่า มีการสอนด้านวิชาการในหลักสูตรของตน
·         บางกิจกรรมใช้สื่อวิดีทัศน์ในการสอน ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากเด็กควรจะได้รับการสอนจากสิ่งของ 3 มิติ
·         ระบบการจัดการหลักสูตรของครูแต่ละคนเหมือนกันหรือไม่




จบ ตอนที่ 1